คอลัมน์ มาตรฐานสร้างโอกาส
โดย พิทักษ์ สุภนันทการ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อินเตอร์เทค เทสติ้ง เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด
ผมได้มีโอกาสไปร่วมประชุมและสัมมนาระดับนานาชาติเกี่ยวกับอาหารฮาลาลที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ภายใต้ชื่องาน The 3rd Word Halal Forum (WHF) ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12-13 พฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นงานประชุมและสัมมนาขนาดใหญ่มากงานหนึ่งที่มีผู้เข้าร่วมประชุมระดับผู้บริหารองค์กร นักวิชาการและนักธุรกิจทั่วโลกมากกว่า 1,000 คน โดยมีผู้นำประเทศระดับนายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซียเป็นประธานกล่าวเปิดงาน
ซึ่งครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 ที่ผมได้ติดตามและมีโอกาสเข้าร่วมประชุมตั้งแต่ปีแรกและจำได้ว่าปีนั้นได้มีการมอบรางวัล "Halal Journal Award of Best Innovation in Halal Industry" ให้แก่ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ดร.วินัย ดะห์ลัน ซึ่งนับได้ว่าการพัฒนาทางวิชาการด้านฮาลาลในประเทศไทยกำลังได้รับการยอมรับในเวทีระดับนานาชาติมุสลิมที่คนไทยต้องยินดี
งาน WHF ได้ค่อยๆ สร้างเนื้องานขึ้นมาจนกลายเป็นเวทีความร่วมมือที่จะผลักดันมาตรฐานฮาลาลให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลที่แข็งแกร่งและเต็มรูปแบบ ต้องถือว่าเป็นกระบวนการที่ได้มีการวางแผนที่ดีที่นำเอาเรื่องฮาลาลมาเป็นศูนย์กลางและทำให้เห็นว่าเป็นเวทีแห่งโอกาสของคนทุกคน
ผลผลิตที่เป็นรูปธรรมจากเวทีนี้ก็คือมีการจัดตั้งองค์กรสากลอิสระที่ชื่อว่า International Halal Integrity Alliance (IHI) ซึ่งเปิดรับสมาชิกจากองค์กรหลากหลาย อาทิ ธนาคารอิสลาม ผู้ประกอบการด้านอาหารรายใหญ่ระดับโลก องค์กรเอกชนระดับนานาชาติและองค์กรกึ่งภาครัฐต่างๆ ภายใต้การผลักดันจาก Islamic Chamber of Commerce and Industry (ICCI) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งใน OIC (Organization of the Islamic Conference) หรือเวทีระดับผู้นำประเทศในกลุ่มมุสลิม 65 ประเทศ
เหตุผลที่อยากจะนำเรื่องนี้มาเขียนก็เพื่อต้องการชี้ให้เห็นถึงความคืบหน้าในประเด็นความร่วมมือระดับนานาชาติว่าด้วยเรื่อง ฮาลาลที่จะผลักดันเศรษฐกิจฮาลาล (Halal Economy) ของโลกในอีกมิติหนึ่งที่รัฐบาลมาเลเซียโดยนายกรัฐมนตรีอับดุลาห์ บัดดาวี ต้องการตอกย้ำและอยากให้เป็นที่รับรู้ถึงความเป็นผู้นำในเรื่องนี้
โดยได้ประกาศอย่างชัดเจนต่อที่ประชุมนับพันคนว่า รัฐบาลของเขาจะให้การผลักดันเรื่องนี้โดยจะสนับสนุนงบประมาณไม่ต่ำกว่า 150 ล้านมาเลเซียริงกิต หรือประมาณ 1,500 ล้านบาท ซึ่งผมก็ยังเชื่อว่าน่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนระดับหนึ่งในเวทีการค้าโลกที่เริ่มจากอาหารฮาลาล
ก่อนที่จะขยายผลไปสู่หมวดสินค้าอื่นๆ หันกลับมาดูประเทศไทยบ้าง ผมคิดว่าเรากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียต่างก็เป็นทั้งคู่ค้าและคู่แข่งในขณะเดียวกัน โอกาสของประเทศไทยในเชิงความพร้อมเรื่องมาตรฐานการผลิตและปริมาณวัตถุดิบสินค้าเกษตร-อาหารนั้น เราได้เปรียบกว่ามาก การผลักดันการส่งออกอาหารฮาลาลของไทยขณะนี้ถือว่ายังไม่ได้ไปไหนเท่าไหร่...
พูดให้สุภาพขึ้นก็คือทำได้ระดับหนึ่งท่ามกลางโอกาสมหาศาลมาก วิธีการและวิธีคิดของมาเลเซียนั้นน่าสนใจที่เขาไม่มองแค่ว่าการจะทำให้อาหารฮาลาลของเขา เป็นที่ยอมรับแก่ชาวมุสลิมทั่วโลก แต่มองว่าฮาลาลเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สามารถขยายตลาดไปสู่นอกประเทศเขาได้
ในสภาวะที่ทั่วโลกกำลังวิตกถึงวิกฤตความมั่นคงเรื่องอาหาร ยิ่งทำให้เป็นการตอกย้ำความสำคัญของความร่วมมือในเวทีนี้ว่าด้วยเรื่องอาหาร โดยนำประเด็นเรื่อง "ฮาลาล" เป็นแกนกลางที่จะผลักดันสู่ความร่วมมือประสานประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ
ผมคิดว่ามีผู้เข้าใจเรื่องนี้มากในบ้านเรา ที่จะผลักดันอาหารฮาลาลของไทยสู่ตลาด ผู้บริโภคมุสลิม...เราไม่มีปัญหาด้านหลักการ แต่ยังมีปัญหาด้านวิธีการว่าจะทำอย่างไร
สิ่งที่ค่อนข้างมั่นใจคือเราทำแบบมาเลเซียไม่น่าจะได้ และประกาศแข่งกับ เขาแบบประกาศสงครามเศรษฐกิจก็ไม่ได้ประโยชน์ จะต้องทำในเชิงพัฒนาความ ร่วมมือแบบไม่ต้องรบและไม่ต้องการชนะ แต่ได้ประโยชน์แบบต้นทุนต่ำ แข่งไม่ได้ก็เลิกแข่ง ตีเขาไม่ลงก็หันมาร่วมมือ ส่วนจะร่วมมืออย่างไรไม่ให้คนไทยกลุ่มชาตินิยมขึ้นสมองรู้สึกว่าเสียเอกราชนั้นค่อยมาดูอีกที...
เราไม่อยากเห็นความไม่สำเร็จหลายๆ เรื่องบ่อยๆ และอยากให้โครงการครัวไทย สู่ครัวโลกและอาหารฮาลาลไทยสู่ฮาลาลโลกเกิดขึ้นจริง...จะได้ผลิตอาหารมาต่อรองน้ำมัน...
ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 4001 (3201)